น้ำมันพริกสกัดเย็น 100%




 
    จากการที่ capsaicin  สามารถลดความรู้สึกเจ็บปวดได้จึงมีผู้นำมาใช้เป็นยาภายนอก  โดยใช้บรรเทาอาการปวดเนื่องจากโรคข้ออักเสบ (osteoarthritis และ rheumatoid  arthritis)  โดยใช้ทา 3 - 4 ครั้งต่อวัน  อย่างน้อยเป็นเวลา  2 - 4 สัปดาห์  capsaicin  จะเสริมฤทธิ์ยาแก้ปวดอื่นๆ  เช่น methyl  salicylate 
ข้อควรระวังในการใช้  capsaicin  ในรูปครีม คือต้องระวังไม่ให้ผลิตภัณฑ์จากพริกถูกตาหรือแผลเปิด  ถ้าทาแล้วเกิดอาการระคายเคือง และแดง ต้องลดจำนวนครั้งที่ทาลง  ทั้งนี้ยังสามารถใช้นวดสลายไขมันได้ดีอีกด้วย

น้ำมันกระเทียมสกัดเย็น 100%



                   ใช้รักษาโรคบิด (ใบกระเพราะ) ป้องกันมะเร็ง (กระเทียม) ระงับกลิ่นปากและแบคทีเรียในช่องปาก (สาเหตุนอนดึก) ลดระดับไขมัน คอลเลสเตอรอล และลดน้ำตาลในเลือด(ถั่วงอก) ขับพิษ และ สารอันตรายที่ปนเปื้อนในเม็ดเลือด มีกลิ่นที่ฉุนจึงสามารถไล่ยุงได้ดี(ปลูกต้นไผ่ไล่ยุง) ช่วยขับลม(รับประทาน"ขิง"ช่วยขับลม) และช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดขาว(Leucocyte)ให้แข็งแรง (ไม่มีผลกับผู้ป่วยติดเชื้อ HIV)น้ำมันกระเทียม กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มนุษย์เราใช้กันมานานนับเป็นพันๆ ปี ชาวกรีก อียิปต์ อิสราเอล จีน และอินเดียล้วนแต่ใช้กระเทียมเป็นยารักษาและบรรเทาโรคต่างๆ เช่น หวัด ไอ แผลอักเสบติดเชื้อ กระเทียมประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิดคือ น้ำ กรดไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล กรดอะมิโน เหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี ฯลฯ นอกจากนี้สารประกอบในกระเทียมยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ในการช่วยลดความดันโลหิต ช่วยไม่ให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มหรืออุดตันตามผนังหลอดเลือด ลดการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด 

น้ำมันพริกไทยดำสกัดเย็น 100%



 'น้ำมันพริกไทยดำ' โดยพริกไทยดำจะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าและมีกลิ่นฉุนกว่าพริกไทยขาว ในทางเภสัชกรรม พบว่าพริกไทยมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 1-3% โอลีโอเรซิน (Oleoresin) 12-14% ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญที่ทำให้มีกลิ่นฉุนและรสร้อนคือ ไพเพอรีน (PiPerine) ซึ่งมีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า พริกไทยช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ช่วยจับสารก่อมะเร็งในอาหาร และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด และอาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ที่คนโบราณใช้พริกไทยผง เป็นสารถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า


น้ำมันมะกรูดสกัดเย็น 100%


1.              
1.         น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง ได้น้ำมันมะกรูดมีฤทธิ์อ่อนๆ ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้สารเคมีที่สำคัญที่พบในมะกรูดนี้จะอยู่ในส่วนของน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งในส่วนใบและเปลือกของผลที่เรียกว่าผิวมะกรูด โดยที่ผิวมะกรูดจะมีน้ำมันหอมระเหย 4 เปอร์เซ็นต์ และใบจะมีน้ำมันหอมระเหย 0.08 เปอร์เซ็นต์   
2.             

น้ำมันมะรุมสกัดเย็น 100%


ประโยชน์ ของ น้ำมันมะรุม สกัดเย็น บริสุทธิ์
         ประมาณ 90% ของการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังคนเรา เกิดจากถูกแสงแดดทั้งทางตรง หรือ ผ่านเสื้อผ้าที่เราสวมใส่  แสงอุลตราไวโอแลต ไม่เพียงแต่ทำลายดีเอ็นเอในเซลล์ผิวหนังเท่านั้น แต่ ยังสกัดกั้น กลไกการซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังที่เสียหายของร่างกาย จากการสะสมของอนุมูลอิสระ (Antioxidant)  เมื่อ ความยึดหยุ่น ของ ผิวหนังลดลง  ผิวหนังจะแห้งขึ้น ชั้นไขมันที่อุ้มความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังก็จะหายไป  ขณะที่ ร่างกายสูญเสียความชุ่มชื้น ในชั้นไขมัน และ ส่วนของเนื้อเยื่อ ที่เชื่อมกัน ผิวของเรา จะเริ่มหย่อนยาน ปรากฎเป็นริ้วรอย เกิดขึ้น น้ำมันมะรุม มีวิตามินเอ มีคุณสมบัติ ข่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ผิว และเป็นตัวสร้างเส้นใยคอลลาเจนภายใต้ผิวหนัง และวิตามินเอ ในน้ำมันมะรุม มีประสิทธิภาพสูง ในการลอกเซลล์ผิวเก่า หรือ เซลล์ที่ตายออกไปแล้ว คุณสมบัติเหล่านี้เอง ที่เป็นพื้นฐาน ช่วยลดการเกิดของริ้วรอยเหี่ยวย่น น้ำมันะมะรุม มีวิตามินเอ มากเป็น 4 เท่า ของ วิตามินที่อยู่ใน แครอท

นำ้ามันรำข้าวสกัดเย็น

น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง ผลิตจากรำข้าว 
น้ำมันรำข้าวมีโอริซานอล ซึ่งสารตัวนี้มีแต่ในรำข้าว สารตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ (และป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง ทำให้ไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว ถ้าเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มจะหืนเร็ว การจะตั้งวางขายได้นานๆ ต้องใส่ตัวช่วยพวกสารกันหืนสังเคราะห์) 

นอกจากนี้แล้วน้ำมันรำข้าวยังช่วยลดระดับคอเรสตอรอลในเส้นเลือดด้วย อีกทั้งช่วยเพิ่มหรือคงคอเรสตอรอลตัวดี และน้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันสูง เลยเหมาะกับการทอดด้วย 

ปัจจุบันมีผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวเป็นแคปซูล จำหน่ายเป็นอาหารเสริม 

สรุปประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว 

1. มีวิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล 
วิตามินอีทั้งสองกลุ่มเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง แต่วิตามินอีกลุ่มโทโคไตรอีนอลจะสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า กลุ่มโทโคฟีรอลและช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้อีกด้วย

2. มีโอรีซานอลสูง 
โอรีซานอล เป็นสารธรรมชาติที่พบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีแล้ว ผลการวิจัยทางโภชนาการพบว่า การบริโภคโอรีซานอลสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง

3. มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง 
ช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี LDL-C ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดและเพิ่มหรือคงระดับคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL-C) ให้แก่ร่างกาย

4. มีสัดส่วนของกรดไขมันที่เหมาะสม 
เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆเช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด องค์การอนามัยโลกได้แนะนำสัดส่วนของกรดไขมันที่เหมาะสมกับการบริโภค คือ กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) เท่ากับ < 10 : 10-15 : < 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน ซึ่งน้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนกรดไขมันใกล้เคียงที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น

5 ไม่ใส่สารกันหืนสังเคราะห์ 
เพราะมีสารธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก คือ วิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล รวมทั้งโอรีซานอล

6. ค่ากรดไขมันทรานส์ใกล้เคียง 0% 
กรดไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำมันพืชในปริมาณมากน้อยต่างกัน กรดไขมันชนิดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ 

8. มีจุดเกิดควันสูง 
น้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันสูงถึง 245–257 องศาเซลเซียส หรือ 473-495 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งสูงกว่าน้ำมันพืชทั่วไป ทำให้น้ำมันรำข้าวเหมาะกับการประกอบอาหารทุกประเภท ทั้งผัดทอดและทำขนมอบ